top of page
  • 執筆者の写真SHIF

แด่ปี2018


Photo by P' Mean

ปี 2018 เอ๋ย ปีนี้เป็นปีที่งงชีวิตมากที่สุด

ทำอะไรบ้าระห่ำมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา(มั้ง?)


และเป็นปีที่ใช้เงินเยอะที่สุดในชีวิต

เป็นปีที่ได้งานฟรีแลนส์สัญญารายปีสองราย

เป็นปีที่ทำงานประจำครบปีครั้งแรกในชีวิต ที่บริษัทประจำครั้งแรกในชีวิต


เป็นปีที่ได้รู้ว่า "การพักผ่อนก็คือการทำงานเช่นกัน"

การแบ่งเวลาส่วนตัวเพื่อพักผ่อน เพื่อปรับปรุงตัวเองสำคัญมากสำหรับการทำงาน


และเป็นปีที่เจอความรักรูปแบบใหม่ ต่างจากที่ผ่านมา

และเป็นปีที่ต้องจัดการกับความรู้สึกตัวเองโดยการทิ้งคนรักไป

มันก็เป็นประสบการณ์ไปอีกแบบ แค่ต้องรอให้เวลาผ่านจนไม่รู้สึกอะไรกับความทรงจำนี้


บล็อคครั้งนี้เขียนบันทึกเพื่อไว้สำหรับตัวเองในอนาคตได้มองย้อนกลับมา


❀เดือนม.ค. 1月

ได้ไปไหว้พระปีใหม่ที่ศาลเจ้าเมจิครั้งแรก

การไหว้พระปีใหม่ของคนญี่ปุ่นเรียกว่า Hatsumoude (初詣)

จะมีมนุษย์จำนวนมากไปยังศาลเจ้าเพื่อขอพรให้ตนเองและคนที่พวกเขานึกถึง โดยการโยนเหรียญลงกระบะที่ศาลเจ้าเตรียมไว้ ซึ่งที่ศาลเจ้าเมจินั้นเป็นที่นิยมมากกก ภายใต้อุณหภูมิ 0 องศา แถวของมนุษย์นั้นมีมากหลายหมื่นคน ได้แต่ยืนรอคิวกันหลายชม.เพื่อไหว้พระ (เรารอไปกี่ชม.จำไม่ได้)

ที่มันอเมซิ่งมากคือ จำนวนคนกะจำนวนกระบะใส่เหรียญมันไม่บาลานส์กัน

ทางศาลเจ้าเลยเตรียมแผ่นพลาสติกปูไว้ให้คนโยน


คือนี่ไม่เรียกว่าโยนแน่ๆ เรียกว่าเขวี้ยงดีกว่า


เพราะคนเยอะมากมองไม่เห็นกระบะ ต้องเขวี้ยงจากที่ไกลๆ

มาศาลเจ้าญี่ปุ่นกี่ครั้งก็ได้แต่คิดว่าวัดและศาลเจ้าที่ญี่ปุ่นเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง


และความอเมซิ่งที่สองคือ

เราไปเสี่ยงเซียมซี แล้วได้ข้อความที่เขียนไว้ว่า ระวังคำพูดของตัวเอง

รายละเอียดเราจำไม่ค่อยได้แล้วแหละ แต่ตอนนั้นเราไม่เชื่อ เพราะเราค่อนข้างหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงและระวังคำพูดตัวเองอยู่แล้ว

เป็นว่า หลังจากนั้นสองวัน เราทะเลาะกับคนหนึ่งในบริษัท มีปากเสียงกัน

เชื่อแล้วว่าศาลเจ้านี้เค้าว่าแม่นกันมันแม่นจริง


และเป็นปีที่โตเกียวหิมะตกหนักมาก

เราตื่นเต้นมากตามประสามนุษย์ประเทศไม่มีหิมะ


และก็ได้ลื่นล้มเพราะหิมะครั้งแรก เจ็บก้นจ้า จบ

ได้ซื้อรองเท้ากันฝน ซึ่งมันกันลื่นหิมะได้ด้วยมาประเดิมคู่แรกของปี เงินลอยไปก้อนแรกจ้า


และเป็นเดือนที่ลูกค้าตกลงทำสัญญาให้เราเขียนคอนเทนส์ให้กับทางเพจบริษัท(ไม่ใช่แอดมินนะ)

รายได้ประจำเดือนจึงเพิ่มขึ้นอีกทาง และเป็นครั้งแรกที่มีการตกลง business trip ที่ไทย

เป็นเดือนที่แฮปปี้ดี♪


❀เดือนก.พ. 2月

ตั้งแต่ต้นเดือนเราบินกลับมาไทยเพื่อมาร่วมงาน TITF ที่ไทย

ซึ่งเป็นงานท่องเที่ยวที่เราทำงานพิเศษประจำตั้งแต่ตอนที่อยู่ที่ไทย

ตอนมาถึงไทยแม่ก็มารับแบบทุกที ไปกินส้มตำกันเป็นมื้อแรกที่เรือนรส ในสัมมากรบ้านเรา

และได้พบว่าที่บ้านมีแมวจรจัดมาอาศัยอยู่จำนวนมาก


เราก็ได้เล่นกับมัน


และแถวบ้านเราก็เริ่มทำรถไฟสายสีส้ม รถติดอยู่แล้วติดกว่าเดิมมาก !!!


และความปลาบปลื้มของเราก็เริ่มขึ้นเมื่อเริ่มงาน

เราได้เห็นภาพตัวเองบนจอทีวีในงานท่องเที่ยวหลายบูทส์

ซึ่งเป็นงานที่เราถ่ายตอนทำฟรีแลนส์มา

และได้เห็นผลงานที่ตัวเองมีส่วนร่วมในการจัดทำหลายอย่างในงาน

ทั้งโปสเตอร์ขนาดใหญ่ของบูธ H.I.S. ที่เราเป็นคนแปล

ทั้งแรปปิ้งบนแอร์พอร์ทลิ้ง มันภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก

เป็นว่าเขียนเก็บผลงานไว้ในที่นี้ละกัน


หลังจากที่กลับญี่ปุ่น เราก็ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเองแบบทุกทีที่กลับมาจากไทย

และเราก็หวังว่ามันจะสงบลงแบบทุกที


❀เดือนมี.ค. 3月

เป็นเดือนที่เราสนิทกับคนในบริษัทมากขึ้นอีกระดับ

หลายคนอาจจะมีอิมเมจว่าบริษัทญี่ปุ่นทำงานหนัก แต่เราไม่เลย

เจ้านายให้อิสระ สั่งให้กลับตรงเวลา ไม่ฝืน มีเวลาส่วนตัวของตัวเองให้มาก

เพื่อที่จะได้มีแรงในการทำงานมากขึ้น และทุกคนในบริษัทก็เป็นมิตรและใจดีมากๆ

เรารักสังคมในบริษัทนี้มากๆ เราตั้งใจจะอัพชีวิตการทำงานในญี่ปุ่นของเราแล้วก็ยังไม่ได้อัพ555

ไว้อัพให้อ่านกันนะ ไม่รู้มีคนอ่านไหม แต่อยากเขียน กร๊ากๆ


และในทุกๆเดือนบริษัทเราจะมีงานเลี้ยง

และในทุกๆเดือนจะมีการสุ่มจับกลุ่มในบริษัทเพื่อให้คนในบริษัททำกิจกรรมร่วมกันโดยการจัดปาตี้งานเลี้ยงประจำเดือนนี่แหละ !! แล้วเราก็ได้อยู่กลุ่มที่มีคนที่เรารู้สึกว่าเราปลื้มเค้าอยู่

เป็นบุคคลที่มีไว้สำหรับเป็นแรงบันดาลใจในการมาบริษัทเฉยๆแหละไม่ได้มากถึงขั้นชอบ 5555


ปาตี้ก็จบลงไปด้วยดี

เรากับทุกคนก็สนิทกันมากขึ้น มีงานถ่าย recruit ของบริษัทก็มักจะโดนเรียกไปถ่ายอยู่ประจำแบบงงๆ


แถมยังเป็นเดือนที่ดอกซากุระเริ่มบานเราออกจากบริษัทไปถ่ายซากุระเกือบทุกวัน เพื่อมาทำคอนเทนส์

เป็นเดือนที่มีแต่งานถ่าย

มีความสุขที่ได้ทำงานที่ชอบดี แถมเป็นเดือนวันเกิดแฟนเรา ณ ตอนนั้น

ก็เตรียมทำเค้ก เตรียมของขวัญ

จนผ่านวันเกิดแฟนไปทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยน


ของสุขภาพเราก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ

ในฤดูกาลทั้ง 4 ของญี่ปุ่น ฤดูใบไม้ผลิ กับฤดูใบไม้ร่วงที่เราชอบมากที่สุด

มักจะเป็นฤดูกาลที่ทรมานเรามากที่สุด

เราไม่รู้ภาษาไทยต้องขอโทษด้วยจริงๆ

มันคือ 自律神経失調症(Jiritsushinkei shischoushou)

มันเกิดจากการที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอสะสมเป็นเวลานานๆ ขาดการออกกำลังกาย ใช้ชีวิตไม่เป็นเวลาติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ส่งผลในสารในไขกระดูกสันหลังปรับสมดุลของสารในสมองไม่ได้

อาการของแต่ละคนจะต่างกันออกไป มีทั้งคึกกว่าปกติ หรือขยับไม่ได้ ไม่มีแรงทำไร หรือรู้สึกเศร้าอยู่ตลอดเวลา หรือเดี๋ยวผีเข้าผีออก ซึ่งอาการมักจะแย่เมื่ออุณหภูมินั้นเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อของฤดูกาลในญี่ปุ่นอย่างฤดูใบไม้ผลิที่ หนาว > อุ่น กับใบไม้ร่วงที่ อุ่น > หนาว


อาการจะกำเริบ นอนไม่ได้ อารมณ์ไม่คงที่ ทำงานไม่ได้ และสิวขึ้นด้วย 55

เราก็จะกินยาที่หมอให้มา ไม่ก็ไปขอยาหมอ

เรื่องรายละเอียดอาการเราไม่รู้ว่าจะอธิบายดีไหม

มีบางอย่างที่ไม่รู้ว่าควรเขียนไหม หรือเขียนเพื่อแบ่งปัน เป็นว่าขอเวลาคิดก่อน ข้ามตรงนี้ไปนะ 555


เป็นว่าอาการเราแย่จนเข้าเดือน เม.ย.


❀เดือนเม.ย. 4月

ความรู้สึกเหมือนยืนอยู่ที่หน้าผานี้มันคืออะไร?

รู้ว่าถ้าก้าวไปข้างหน้าจะต้องตกลงไป แต่พยายามไม่รู้สึกตัว

เราต้องไม่รู้สึกถึงความรู้สึกนี้ ไม่งั้นเราจะตกลงไป


เราไม่พร้อมรับมือกับอาการนี้ เราเลยเลือกที่จะหนีโลกความจริง

พยายามไม่ให้หัวคิดอะไร เราหาหนัง การ์ตูนที่ดูแล้วมันเบาใจดู

ที่เราดูตลอดอาทิตย์นึงคือ 3月のライオン(March comes in like a lion)

ผู้เขียนผลงาน Honey and Clover ที่เราชอบมาก

ผลงานนี้ก็เป็นที่โด่งดังในญี่ปุ่น ออกเป็นหนังคนแสดง และซีรี่ย์อนิเมชั่น

ซึ่งเราดูอนิเมชั่นจนครบ 2 ซีซั่นไปเลยยยย

แถมซื้อหนังสือการ์ตูนมาครบทุกเล่มที่ออกตอนนั้น


ลางานเพราะไปทำงานไม่ไหว ขยับไม่ได้ งานฟรีแลนส์ก็กองอยู่

ใช้วันหยุดนอนมุดอยู่ในผ้าห่มดูการ์ตูนจนหมดวัน จนเข้ากลางเดือน


เราต่อสู้กับตัวเองจนหมดเดือน เราตัดสินใจบอกเลิกแฟนที่แสนดีของเรา

คนที่ให้เราทุกอย่าง คนที่รักเรามาก คนที่ยอมเราทุกอย่าง และทิ้งทุกอย่าง



❀เดือนพ.ค. 5月

เดือนนี้เราได้ตัดสินใจทำอะไรบ้าระห่ำลงไปอีกครั้ง

เราไปเดทกับคนที่เราปลื้มในบริษัท และสารภาพเรื่องอาการป่วย

แล้วเรื่องของเราก็เป็นความลับในบริษัทตามปกติสังคมญี่ปุ่น


เรารู้สึกผิดต่อคนเก่ามากที่ทุกอย่างมันไว

แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลในการเลิกกับเขาอยู่ดี


เป็นเดือนที่เรางานยุ่งมาก

และคนนั้นก็ยุ่งเช่นกันแต่ก็พยายามเจียดเวลามาอยู่ด้วยกัน

มีการปรับตัวกันมากมาย ทุกอย่างดูไปได้ด้วยดี

แล้วก็หมดเดือนนี้ด้วยสภาพงงๆ


ปลายเดือนเรากับคนนั้นก็ตกลงคบกันอย่างเป็นทางการ


❀เดือนพ.ค. 5月

เราอยู่ในโลกสวยงามในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ฟังเพลงไรก็เพราะ เราได้อยู่กับคนที่อยู่ด้วยแล้วใจเต้น

คนที่เราเคารพเขาได้


❀เดือนมิ.ย. 6月

แล้วก็เข้าสู่ช่วงเตรียมสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นที่จะมาถึงในเดือน 7

เอาจริงงานยุ่งมาก ช้อปปิ้งหนักมาก

และเตรียมเครียงานล่วงหน้าก่อนกลับไทยเดือน 8 กับไปออกกองโฟโต้บุ๊คแจนจังในปลายเดือนก.ค.

และแฟนที่เตรียมตัวย้ายบ้าน กับตำแหน่งที่สูงขึ้น ภาระที่เยอะขึ้นในบริษัท


เราเริ่มมีจุดที่เราไม่โอเค ตามปกติก็พูดคุยกันเพื่อปรับเข้าหากันน่ะแหละ

แต่เห็นยุ่งๆเลยพยายามไม่พูดไร ก็เลยเก็บไว้ระเบิดทีก็ทะเลาะกันที แต่ก็ยังดีอยู่


ความทรงจำที่ดีในเดือนนี้คือเราได้ลองตัดวิดีโอแบบใหม่ รู้สึกท้าทายความสามารถตัวเองดี

กับได้ ไปถ่าย TeamLab Borderless ที่โอไดบะ ในรอบสื่อ

คือมันสวยและสนุกมากก เราอยู่ในนั้นกับกล้องและขาตั้งกล้องของเราสามชม.

ใครมีโอกาสอย่าลืมไปกันน้า~


และย้อนไปช่วงต้นเดือนคือเราได้ไปงานเทศกาลหนังเพื่อถ่ายดารา(หาเรื่องออกจากบริษัทไปงั้นอะ)

ไปเช่าเลนส์ซูมมาถ่ายดาราในงาน ซึ่งเพียงเพราะเราอยากเจอ Iwata takanori หรือ กังจัง จากวง J SOUL BROTHERS · EXILE แค่นั้น!! ได้รูปกังจัง มองกล้องเรา เราโอเคฟินแล้วค่ะ >///<


❀เดือนก.ค. 7月

เริ่มจากวันแรกของเดือนเราไปสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น

ซึ่งหน้าร้อนปีนี้มันร้อนมากกกกกกก ความทรงจำเรามีแต่ความร้อน

กับการที่แอบไปนัดเจอแฟนซักที่ในช่วงเวลาพักเที่ยงเพื่อกินข้าวด้วยกัน


และเราก็ได้เปิดบล็อคนี้ขึ้น

และทำนามบัตรงานฟรีแลนส์ของตัวเอง

มีนามบัตรส่วนตัวเป็นครั้งแรก


และสมัครสมาชิกร้านเลเซอร์ขนที่ใหม่

เนื่องจากที่เก่ามันจองยากมากมาย จะไปก็ไม่ได้ไปซะที

เสียเงินก้อนโตมากก โตสุดในชีวิตแล้ว

เพื่อไรไม่รู้ ได้ประสบการณ์กับขนที่น้อยลง55555


ไม่หยุดแค่นั้น !! เพราะเราถอยกล้องใหม่มาอีกตัวด้วยยยยย

เป็นไอเทมที่เรารู้สึกคิดถูกแล้วที่ซื้อมา

การทำงานและการพกกล้องของเราง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่าาาาา

Cannon G7X Mark ll ตัวสุดฮิตของบล็อคเกอร์จ้า

คือมันดีจริงและคุ้มราคาที่จ่ายไป เดือนนี้สรุปช้อปปิ้งหนักมากจบ


จริงๆมีเรื่องไม่ดีอะไรด้วยนิดหน่อย ที่รู้สึกเหมือนโดนหักหลังจากคนที่ไว้ใจ

แต่ให้มันจบไปละกัน


และเป็นเดือนที่เราทะเลาะกับแฟนหนักมาก

ถึงขั้นเราคิดว่าเราควรเลิกกัน แต่ก็ผ่านมาด้วยการอภัยกัน

เริ่มได้รู้ว่าอีกฝ่ายเวลาโมโหเป็นยังไง

จุดที่เข้ากันไม่ได้ และความคิดหลายๆอย่างที่เขาเป็นเขา ทำให้เรายิ่งอยากช่วยเหลือเขา

แต่เหมือนต้องใช้ความพยายามในการให้เขาเปิดรับฟังมากๆเลย..


แล้วพอปลายเดือนเราก็ได้ไปฮอกไกโดครั้งแรก

เป็นฮอกไกโดที่ร้อนมากกกกกก ฮอกไกโดนึกถึงหิมะกันใช่ไหมมม

เราเจอ 32 องศาที่ร้อนกว่าประเทศไทยยยคือดำกลับมา


เป็นว่าได้เจอแจนจังครั้งแรก พี่เป๊ป พี่เก๋ง พี่นัตตี้ มาร์คซัง ทีมงาน Photobook เล่มนี้ทุกคน

ขอบคุณพี่ป้องที่ให้ชิฟได้มีส่วนร่วมกับเล่มนี้แบบเยอะกว่าทุกที 5555

เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก

ว่าจะอัพบล็อคฮอกไกโด ยังคงดองไฟล์ต่อไปจ้า


จบทริปกลับมาโตเกียวสภาพเหนื่อยล้าและดำจ้า


❀เดือนส.ค. 8月

ลาบริษัทไปฮอกไกโดอาทิตย์นึง ก่อนลากลับไทยอีก2อาทิตย์

เขาไม่ไล่ออกก็บุญแล้วจ้า

กลับมาเครียงานบริษัทสามวัน ก่อนกลับไทย 555555555

และไปถ่ายงานฟรีแลนส์เอาไฟล์งานไปตัดต่อต่อที่ไทยจ้า กร๊ากๆ


เป็นเดือนที่ญี่ปุ่นร้อนมากอีกเช่นเคยไม่ไหวแล้วหนีกลับไทยจ้า


กลับมาถึงบ้านไทยตอนตี 5

เปิดบ้านมาพบกับบ้านที่เริ่มค่อยๆมีอุปกรณ์ฟิตเนสเพิ่มขึ้น

ก็ตกใจคิดว่าเข้าบ้านผิดเล็กน้อย


กลับมาก็นวดมันทุกวันน ที่ญี่ปุ่นแพงเว่ยยย

ร่างแข็งๆของเราต้องการการนวดดดด


เป็นอีกเดือนที่ใช้เงินเยอะมากก

กับการนวด สปา ความงาม ช้อปปิ้งที่ไทย

ไม่จบแค่นั้น !!!

เราคุยกับเพื่อนว่าถ้าจองตั๋วคอนเสิร์ต Scrubb ได้เราจะบินกลับมาอีกทีปลายเดือน

(เราบินมากลับต้นเดือนถึงกลางเดือน)

เพื่อนจองได้จริงจ้า เสียตังค์ค่าตั๋วเครื่องบินบินกลับมารอบสองอีกจ้า


เป็นว่ากลับไทยรอบนี้พอดีกับที่ลูกค้าที่ให้งานเรามาไทยพอดี

เลยพาไปเที่ยวอยุธยา ซึ่งเราก็ไม่ได้ไปตั้งแต่ประถม

นอกนั้นก็กินๆๆๆ เจอเพื่อน


และไปคอนเสิร์ต Radwimps in BANGKOK !!

เพราะตอนรอบญี่ปุ่นจองตั๋วและไม่ได้ไง..


เป็นสองอาทิตย์ที่เราแทบไม่ได้คุยกับแฟน เพราะนางมักจะเลิกงาน 4 ทุ่มญี่ปุ่น 2 ทุ่มไทย

เป็นเวลาที่เราเพิ่งเริ่มเจอกับเพื่อนๆ


แล้วเราก็เริ่มรู้สึกว่า การที่เราไม่ต้องนึกถึงเค้าเรามีความสุข ..


กลับมาญี่ปุ่นแค่อาทิตย์กว่าบินกลับไปไทยอีกครั้งจ้า !!!

เพื่อ Scrubb ที่ไม่รู้คอนใหญ่จะจัดอีกทีเมื่อไหร่ !!!!


❀เดือนก.ย. 9月

เราได้ดูคอนเสิร์ตสครับ มีความสุข กลับบ้าน

น้าๆเซอร์ไพรส์ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าให้

iPhone X


รู้สึกขอบคุณน้ามากๆ

เพราะน้ารู้ว่าเราใช้มือถือทำงานเยอะกว่าคอม

วันรุ่งขึ้นเราก็กลับญี่ปุ่นทันที เพื่อมาใช้ชีวิตหาเงินต่อไป 5555


แต่เปล่าเลย..

กลับมาเจอของซัมเมอร์เซลส์ต่อ

ช้อปไปอีก.. ไม่มีใครหยุดฉัน เงินในบัญชีก็จะหยุดช้านน


และได้ไปกินร้านหม้อไฟหมาล่าที่อร่อยมากกกก

รสชาติใกล้กับจีนมากที่สุด คนจีนพาไปเอง อร่อยมาก

ชื่อร้านเราอ่านไม่ออก 海底撈火鍋 ลองเสิชหากันดูนะ 55555


เป็นเดือนที่เราทำงานที่บริษัทนี้ครบ 1 ปี พอดี


และเดือนนี้ก็ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนในบริษัทเยอะขึ้น

สนิทกันมากขึ้น คุยอะไรกันมากขึ้น

จนวันนึง คนหนึ่งที่เราสนิทด้วยมากๆในแผนกดูมือถือเราอยู่

แต่ข้อความไลน์จากแฟนเด้งขึ้นมาพอดี

แล้วก็นะ.. ความลับแตก..


พอคนนี้รู้ว่าเราคบกะคนนี้ ก็บอกให้เราเลิกกะคนนี้เถอะถ้าอยากมีความสุข

เราก็เลยถามเหตุผลเขา และรับฟังไว้

เพราะตอนนี้เราก็รู้สึกว่าเราไม่มีความสุขเหมือนกัน..


และเป็นเดือนที่เริ่มอากาศกลับมาเย็น

ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง จะมีดอก Higanbana บาน

เราได้ไปถ่ายงานและทำความรู้จักดอกไม้ที่แค่มองก็เศร้านี้


และรวมถึงทำเรื่องต่อวีซ่าเองครั้งแรก

และเป็นเดือนที่พายุเข้าแรงมาก


และเป็นเดือนที่เราตัดสินใจบอกเลิกแฟน

ด้วยยหลายๆอย่างที่เป็นเขาและเป็นเรา คงไปไม่รอดแน่ๆ

เราเจ็บปวดกับการกระทำและคำพูดเขาหลายอย่าง

ซึ่งเราไม่ใช่คนบอกเลิกใครง่ายๆ แต่เดือนนี้เราบอกเลิกเกิน 10 ครั้งได้

แต่นางก็ไม่ยอมเลิก จนในที่สุดก็เลิก แต่นางบอกว่า "เลิกให้ก็ได้ แต่ฉันจะยังเหมือนเดิม"

แล้วนางก็เหมือนเดิมจริงๆ โทรมาหาทุกวันไลน์มาทุกวัน


จากที่เราควรจะลากันดีๆ

ความวุ่นวายก็เริ่มมีมากขึ้นหลังจากนี้

เพราะสถานะที่ไม่มีชื่อนี้



❀เดือนต.ค. 10月

เป็นเดือนที่กลับมาเล่น Pokemon Go หนักมาก

ไปกับเพื่อนทุกสุดสัปดาห์ที่มีเวลาว่าง ได้อยู่กับเพื่อนๆน้องๆมหาลัยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น

และมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น


แล้วเราก็ขอ P20 จากบริษัท เป็นมือถือบริษัท 5555555555


เป็นเดือนที่เราให้เวลาตัวเองมากๆ

จริงๆคือยุ่งด้วย เพราะเราไปทำงานต่างจังหวัดอาทิตย์หนึ่ง

ทำให้เราสนิทกับคนฮ่องกงในบริษัทมากขึ้นจากการไปออกทริปด้วยกัน


แฟนเก่าก็ยังติดต่อเรามาทุกวัน แต่เราไม่โอเค

เพราะมันอยู่ในสถานะที่เราควรปรับตัวเข้าหากัน เรียกร้องอะไรได้?

หรือเราควรเป็นกันอยู่แบบนี้? เราเลยแทบจะไม่ตอบไลน์หรือโทรศัพท์เขาเลย


สุดท้ายเราก็ใจอ่อน ให้โอกาสเขา

ชวนไปดูหนังคุยกันอีกทีว่าจะยังไง เราก็ได้รู้ว่าตรงไหนที่เรายอมกันไม่ได้

เหมือนจะดีกันแล้วแต่ก็ยังหน่วงๆอยู่ แต่ก็มีความสุขดี


และที่เซอรไพรส์สุดของเดือนนี้คือเดินอยู่ loft ชิบูย่าดีๆก็เจอเพื่อนมหาลัยที่ไม่เจอกันตั้งแต่เรียนจบ

ดีใจมากๆ



และเป็นเดือนที่เริ่มไปหาหมอดัดกระดูกฝังเข็ม

ด้วยความที่ปวดหลังเรื้อรังมาก จากนั้นจนบัดนี้ก็ยังไปทุกอาทิตย์

หมอเหมือนดูสนุกที่ได้ทรมานเรา ไปจนสนิทกับหมอ



❀เดือนพ.ย. 11月

เดือนนี้สตอร์รี่มันจะเยอะๆหน่อย

เป็นเดือนที่เป็นวันเกิด เลยจะรู้สึกดีเป็นพิเศษ

เดือนนี้ครึ่งแรกมีความสุขมากๆ เหมือนจะดีกับแฟนเก่าแล้ว

และสนุกกับเพื่อนร่วมงานมากๆ เหมือนอยู่ในฝันเลย


ช่วงต้นเดือนรับงานแปลเครื่องจักรครั้งแรก

รู้สึกได้ว่า "แปลไม่ได้" หนูขอโทษ หนูไม่มีประสบการณ์การแปลเครื่องจักรเลย

ฮืออออ


จากนั้นก็มีการไปสังสรรค์กะคนในบริษัทเยอะมากๆ

และปาร์ตี้บริษัทที่จัดทุกๆเดือน เดือนนี้เป็นบ้าไรไม่รู้ดื่มเยอะมากจ้า

จบงานแล้วยังชวนทุกคนไปบาร์สาเกต่อด้วยจ้า

ชวนหัวหน้าแผนกชวนทุกคนหมดอะ

สุดท้ายก็มีแฟนเก่าไปด้วยแบบงงๆ เราเป็นคนที่ขำตลอดเวลา

ยิ่งเมาก็ยิ่งหัวเราะง่าย วันนั้นดื่มสาเกเยี่ยงสายน้ำ 7 แก้วรวดในชม.เดียว

แล้วก็คุยๆกับคนในบริษัทขำละก็ทรุดลงไปเลย เขินจุง ปกติไม่ดื่มเยอะขนาดนี้


ขากลับเพื่อนร่วมงานเห็นเดินไม่ตรงเลยเดินไปส่งที่สถานี

ในขณะที่แฟนเก่ามันก็กลับอีกทาง โทรมาถามกลับได้ไหม

มีความก้าวร้าวสูงตอนเมา คิดว่าเราไม่ได้เป็นไรกันอยู่แล้วจะไปพึ่งพาทำไมวะ เลยตอบไปว่า

"ไม่เป็นไร" ละตัดสายเลยจ้า 55555555555555555


แล้วก็เป็นวันที่เข้าใจความรู้สึกคนเมาละกลับบ้านไม่ได้ครั้งแรก

ญี่ปุ่นขึ้นชื่อความงงของรถไฟอยู่แล้ว

รถไฟสายที่กลับบ้านทุกวันมาตลอด 4 ปี วันนี้ทำไมมันไม่เหมือนเดิม

ชานชะลามี 4 อัน ต้องขึ้นอันไหนจำไม่ได้

แถมจะอ้วกเลยหาห้องน้ำ หาไม่เจออีก!! จนยอมละในที่สุดก็ขึ้นรถไฟได้

พอรถออก อยากอ้วก..

แล้วก็ทนไม่ไหว ปิดปากไว้แต่มันออกมาละ..

คนข้างๆรู้สึกตัว เลยยื่นทิชชู่ให้ เราก็พยักหน้าขอบคุณ

ขอโทษค่ะ ถ้าหนูเปิดปากตอนนี้ทุกอย่างจะเลอะ 5555555555555555


วันนั้นก็กลับบ้านอย่างปลอดภัย ถึงบ้าน ล้างหน้าเช็ดเครื่องสำอางนอน แฮร่


พอตื่นมา OMG ปกติคนญี่ปุ่นจะไม่มีการทักแชทมารัวๆ ว่าอยู่ไหนไรไง

คุณแฟนเก่าทักมาเต็ม เลยตื่นมาโทรไปขอโทษ เพราะหลับแบบไม่ได้รายงานไร

แล้วทุกอย่างก็เริ่มพังตั้งแต่จุดนี้..


เป็นว่าทะเลาะกันอีกตามเคย คุยกันไม่รู้เรื่อง หลายอย่าง

แล้วก็ถึงขั้นที่มันร้องไห้ ละบอกว่าพอแล้ว มันไม่ไหวแล้ว

อาทิตย์ที่มีความสุขที่ผ่านมาเหมือนพังลงในพริบตา

ที่เราให้โอกาส ที่เราก็ดีๆของเราอยู่แล้วเหมือนกลายเป็นเราที่เสียใจแทน


เราก็ขอโทษเขาละขอคุยเครียร์กัน มันบอกขอเวลาตอนนี้ไม่พร้อม

เราก็รอ เราไม่คุยกันหลายวัน จนวันหนึ่งเราไปปาร์ตี้กับเพื่อนอีกแล้วว

วันเกิดเพื่อนร่วมงานอินโดนีเซียที่เราสนิทมาก เป็นวันที่สนุกมากๆ

แต่ในช่วงที่สนุกมากๆนี่แหละ ได้ข้อความจากมันว่า

"คำตอบของเราคงไม่เปลี่ยน ขอโทษ อยากเจอกันละคุยกันให้เรียบร้อย"


เราก็แบบโอเคมันจบละ ถ้ามันพูดถึงขนาดนี้ เราก็แซดหนักกว่าเดิม

ก็นัดกันวันเสาร์เพื่อไปคุยลากันให้เรียบร้อย

ก่อนถึงวันเหมือนวันรอประหาร เราอาการหนักลงเรื่อยๆ รอบนี้อาการอกหักปกติมากกว่าอาการป่วย

แต่มันก็ควบๆกัน เลยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร กินยาคู่ๆกันไป

พอถึงวัน มันป่วยยยยยย มาไม่ได้

กลับกัน ที่ซึมอยู่ก็หาย เป็นห่วงแทน เอายาเอาของไปให้

มันบอกไม่ต้องมา ไอเราก็จะไป ที่เคยบอกว่า

"วันหนึ่งถ้าเทอเป็นอะไร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันจะบินไปหาเทอให้ได้ ไม่ทำเหมือนที่เทอทำกะฉันแน่ๆ"

สุดท้ายเราก็ไปหา ก็นั่งคุยกัน เราร้องไห้ มันก็ร้้องไห้

คือคนจะไป จะร้องไห้ทำไมวะ

ก็ลากันจบเราโล่ง เหมือนทำสิ่งที่อยากทำให้ครบแล้ว


มันควรจะจบแล้ว.. แต่มันไม่จบ!!!


วันที่ 20 พ.ย. 23:59 มันโทรมาหาเรา

เหมือนตั้งใจโทรมาเบิร์ดเดย์คนแรก เราก็ดีใจนะ มันก็บอกขอให้มีความสุขมากๆ

มันจะขออวยพรให้เรามีความสุขตลอดไป

เราก็แบบฟังละหงุดหงิด เทอเอาแต่อวยพรแต่ไม่เคยลงมือทำมันเลย

"มากกว่าอวยพร ทำมันให้เป็นจริงดีกว่าไหม?"

มันก็บอกมันทำไม่ได้ ก็สรุปคุยๆกันไปมา นัดไปดูหนังกันอีกโว้ยยย


วันเกิดเรามีความสุขมาก ตอนเช้ามาบริษัทได้ขึ้นลิฟท์ข้างๆแฟนเก่า

ได้เจอแต่เช้า เราได้ไปดูนิทรรศการ Cardcaptor Sakura ที่เราอยากดูมาก

เพื่อนคนอินโดนีเซียซื้อตั๋วมาให้เป็นของขวัญวันเกิด ได้ฟังเสียงเชาหลาน

ได้กินเลี้ยงกับเพื่อนในบริษัท

จบวันนางละเมอโทรมาหาอีกว่า "วันนี้มีความสุขดีไหม?"

จะถามทำไม.. ไหนว่าจบแล้ว..


สุดท้ายวันเสาร์ก็ไปดูกันเดทกัน เหมือนคบกันซะงั้น

ไม่จบ!! ก็ยังเจอกันอยู่ด้วยกันตลอดจนหมดเดือน


สำหรับมันแล้วมันมองว่ามันเหมือนเดิมตลอด

อยู่ที่เราจะป่วยไม่ป่วย จะวิ่งวุ่นคิดมากคนเดียวรึป่าว

คือ.. เราไม่มีไรจะพูดต่อเลย

ก็เราเราป่วยเพราะคุณ และคุณก็บอกเราว่าเราทำได้แค่นี้ มันก็คงจบตั้งแต่ตรงนี้แล้วว่า เราไม่มีหนทางกัน


❀เดือนธ.ค. 12月

มันก็วนลูปที่ว่าเราอึดอัดในความสัมพันธ์ ไม่มีสิทธิพูดอะไร

มันไม่มีเวลา เราไม่มีเวลา เราไม่ว่าไร

แต่ทุกครั้งที่โทรคุยกัน ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน มีความสุขมากก็จริง

แต่ก็ต้องสัมผัสกับความรู้สึกที่ว่า "เราอยู่ไม่ได้"

เราโดนทำร้ายความรู้สึกด้วยคำพูดของเขาหลายต่อหลายครั้งจนมีวันหนึ่งตอนอยู่ด้วยกัน

เราโกรธกับคำพูดของเขามากโกรธจนร้องไห้

และความคิดของเขาหลายๆอย่างที่ทำให้เรากลัวความเป็นมนุษย์ของเขา

จนเราเริ่มอาการแย่ลง

แล้ววันหนึ่งที่เขาโทรหาเรา ก็เหมือนกับเขาเหนื่อยหรืออะไรมาก็แล้วแต่มาโวยใส่เราโดยที่เราไม่รู้ว่าเราผิดไร ก็ถามดีๆ แต่เค้าบอกไม่อยากพูด ละเราก็ค้าง เรานอนไม่ได้ สิ่งที่เราเกลียดที่สุดคือการที่เราถูกทำให้นอนไม่หลับ


สุดท้ายเราก็ตัดสินใจส่งข้อความสุดท้ายไปอ้อนวอนขอให้เขาช่วยอธิบาย

เพื่อที่เราจะได้หายจากอาการบ้านี้ มันทรมานจนขนาดเราทำงานไม่ได้ กินไม่ได้ นอนไม่ได้

ซึ่งเราก็ไม่อยากเป็น ไม่อยากกินยา ไม่อยากจะนอนไม่ได้ อยากมีความสุขเหมือนคนปกติทั่วไป


เขาตอบกลับมาด้วยประโยคที่ทำให้เราชามาก และรู้สึกว่า "พอแล้ว"


เราก็ไม่ตอบเขาอีกเลยตั้งแต่วันนั้นเราตัดสินใจเด็ดขาดว่า เราจะไม่ยุ่งกับเขาอีก


จนวันปาร์ตี้ฉลองสิ้นปีบริษัทเกิดเรื่องขึ้น

ให้เรากับมันต้องคุยกันและอยู่ด้วยกันอีก

เราก็สนุกกับเพื่อนร่วมงานของเราตามปกติ จนมาร้านที่สอง

เริ่มจากประธานบริษัทแจกเตกิล่าคนละแก้ว พร้อมกับร้องเพลงคาราโอเกะ เตกิล่าอัลไลซักอย่างง

แล้วจากนั้นทุกคนก็เริ่มดื่มเตกิล่าเพรียวๆ ในขณะที่เราเดินหาเกลือกับมะนาว ไม่มี..

กลับมาอีกทีทุกคนเมามาก และเพื่อนร่วมงานเราคนหนึ่งที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นเกาหลีเมา

ละไปบ่นภาษาเกาหลีในห้องน้ำ..


แฟนเก่าเดินมาบอกให้ไปดูนางหน่อย

สุดท้ายก็ช่วยกันหามออกจากร้าน แต่รถไฟเพื่อนร่วมงานก็จะหมดแล้ว เลยบอกให้มาค้างที่บ้านเรา

นางก็เมาไงบอกจะกลับ จากนั้นเริ่มเดินไม่ได้ ล้ม ลุกมาอาละวาดหลายรอบ

เรากะแฟนเก่า และคณะกรรมการบริษัทอีกสองหน่วยผู้ชาย ช่วยกันห้ามไว้

ก็ขำกันสนุกกัน ตลกดีแหละ 555555

จนสุดท้ายนางยอมอ้วกลงบนรองเท้าคณะกรรมคนนึง ละก็เริ่มหลับ ก็เรียกแท็กซี่ได้ซะที..(ถ้าเมามากแท็กซี่ญี่ปุ่นไม่จอดรับน้า ซิ่งไวกว่าแท็กซี่ไทยอีก)

แต่บ้านเราไม่มีลิฟต์ เราแบกเพื่อนคนหนึ่งขึ้นบันได้ไปถึงห้องไม่ไหวแน่ๆ

เลยกลายเป็นแฟนเก่าก็ต้องมาด้วย..


แล้วจากที่ไม่เคยกันมาพักใหญ่ๆ ก็เริ่มมีบทสนทนา

นางก็ถามทำไมไม่ตอบไลน์บลาๆ ฉันก็ไม่มีไรจะพูด


เราอยู่ด้วยกัน คุยกัน มีความสุขมาก

มีความสุขอีกแล้ว แค่เราคุยกันยิ้มให้กันแค่นี้ก็มีความสุขแล้วอะ

เขายิ้มให้เราแบบที่ไม่เหมือนยิ้มให้ใคร เราก็มีความสุขที่ได้อยู่ด้วย

แต่ทำไมพอเราแยกจากกัน ความรู้สึกกังวลนี้มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้..

สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่คิดจะทำอะไรให้มันชัดเจน เราอยู่แบบนี้ไปเพื่ออะไร

"เรารักกัน แต่เราอยู่ด้วยกันไม่ได้"

เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกแบบนี้กับใคร


"เราทั้งคู่ทำให้เราเจ็บปวดซึ่งกันและกัน"

เราไม่ควรอยู่ด้วยกัน ไม่มีทางมีความสุข

ต้องลบความรู้สึกนี้


ทุกครั้งที่เรารู้สึกแบบนี้เรารู้สึกสิ้นหวังมาก และเสียใจมาก

แบบ "ทำไม?" ทำไมรักกันอย่างเดียว พยายามกันขนาดนี้แต่มันถึงไม่พอนะ


เราตัดสินใจส่งข้อความบอก ขอเป็นคนไม่รู้จักกัน

เขาก็ตอบตกลง

แม้ว่าเขาจะเคยขอเป็นเพื่อนกับเรา เพราะเราเป็นคนที่เขาเคารพนับถือเช่นกัน

แต่สำหรับเรา เราตัดสินได้ว่า ถ้าเราอยู่ใกล้กัน เราไม่มีทางเป็นเพื่อนกันได้

เพราะเรารักกันมากกว่าเพื่อน สุดท้ายก็จะต้องวนลูป

เรื่องเดิมๆ ทะเลาะกันเรื่องเดิมๆ เครียดเรื่องเดิมๆ

เป็นการตัดสินใจทิ้งคนๆหนึ่งที่เกลียดไม่ลงออกจากชีวิตครั้งแรก


จากนั้นการเจอกันในบริษัทหรือในร้านสะดวกซื้อ หรือการเดินสวนกันของเราก็กลายเป็นเรื่องที่ทรมาน

เรายังต้องเจอกันทุกวัน ยังต้องผ่านที่เดิมที่เราเคยอยู่ด้วยกัน

ยังคงต้องอยู่ในบรรยากาศเดียวกันทุกวัน


แต่เราเป็นคนแปลกหน้ากันนับตั้งแต่นั้น

รู้สึกขอบคุณและมันดีกับเรามาก แม้จะเศร้าแค่ตอนนี้

แต่มันดีต่ออาการป่วยเรามากกว่า และก็ปล่อยให้มันเป็นความทรงจำดีกว่าสร้างมันต่อเพื่อมาทำร้ายเราหนักกว่านี้ในวันข้างหน้า เป็นสิ่งที่เราคิดมานานแล้วในที่สุดเขาก็ยอมปล่อยเราเสียที..


เราอยู่เป็นตุ๊กตาที่ไม่พูดไร

รอรับความรักอย่างเดียวไม่ได้

เราเหนื่อยมากที่ต้องทะเลาะด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ละด้วย555555


เราอาการป่วยดีขึ้น

การไม่มีตัวตนของคนๆหนึ่ง บางทีอาจเป็นความสุขของเรามากกว่า


แม้เราจะหวังว่า "ถ้าเป็นเขาก็ดี" มาตลอด หวังยังไงแต่มันก็มีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เราคิดยังไงก็รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่เลือกทางนี้


ตอนนี้อาจจะยังเสียใจอยู่ แต่มันก็จะผ่านไปแบบทุกครั้ง

เหมือนที่ผ่านมา ..


ปีนี้เป็นปีที่เราตัดสินใจทิ้งคนรักถึงสองคน

ทั้งสองคนเป็นคนที่เรานับถือเขาได้

เป็นคนดี เป็นคนขยัน เป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยากเกื้อหนุนเขาทั้งคู่

(แม้ว่าคนที่สองจะมีหลายอย่างทำให้ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกนับถือเขาเท่าที่ควรแล้วก็เถอะ)

แต่ด้วยหลายๆอย่างแล้ว เรารู้แล้วว่าเราควรอยู่คนเดียว และกลับมามีความสุขเหมือนเมื่อก่อนได้ด้วยตัวเอง


ช่วงสองเดือนท้ายอาจจะมีเรื่องความรักเป็นเรื่องทุกข์ใจมากที่สุด

แต่กับเพื่อนและเพื่อนร่วมงานคือมีความสุขมาก

ทุกคนดีมาก สนิทกันมาก เราได้เจอคนดีๆมากมายที่บริษัทนี้

ให้สังคมรูปแบบที่เราคงหาไม่ได้จากบริษัทไหนอีกแล้ว

เป็นเหตุผลหลักเลยที่เรายังอยู่ที่นี่

เพราะที่ทำงานให้ความสบายใจกับเรา :)


วันสิ้นปี

ทุกคนก็ทักทายกล่าวอำลาวันสิ้นปีกัน เรากับแฟนเก่ามีบางจังหวะที่อยู่ใกล้กัน สบตากันมองหน้ากัน แต่ก็ต้องเลือกที่จะไม่คุยกัน มันยังเจ็บปวดอยู่ แต่ซักวันเราจะไม่รู้สึกไรกับคนนี้อีก


ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่โทรมาถามเราว่าเป็นไรไหม

ขอบคุณทุกคนที่อยู่กับเรา

ขอบคุนที่รับฟัง อยู่ข้างๆกัน

ทั้งทุกคนที่ตัวใกล้ และตัวห่าง

ขอบคุณทุกๆอย่างที่เป็นเรื่องดีในปีนี้

ขอบคุณทุกแสงสว่างในความมืด

ขอบคุณทุกบทเรียน

แม้ว่าตอนที่ถูกบทเรียนเล่นงานจะมองไม่เห็นอะไรจนอาการป่วยกำเริบ แม้จะดิ่งสุด แต่เราก็ยังมีกำลังใจอยู่


❀ปี2019นี้❀

เราอยากให้เป็นปีที่เราให้ความสำคัญกับตัวเอง

มีเวลาให้กับตัวเอง

ให้ความสำคัญกับเพื่อนและคนรอบตัวเรา ที่คอยให้การช่วยเหลือเรามาตลอด

และดูแลสุขภาพและจิตใจตัวเองให้ดีขึ้น


ลดเวลาทำงาน เพื่อมีเวลาของตัวเองมากขึ้น

เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้น


ออกกำลังกายทุกวันตั้งแต่เริ่มปีนี้มา แต่ก็ป่วยอีกแล้ว งงๆ

ไม่เข้าใจร่างตัวเอง555 โว้ย เกรี้ยวกราดแล้วว


เราบ่นมายาวมาก เราไม่รู้ว่าเรื่องไหนควรพูดดี หรือไม่ควรพูด

คิดนานเขียนๆลบๆ เลยมาโพสต์ช้า แต่สุดท้ายก็ยาวอยู่ดี


ขอให้ปีนี้มีเรื่องดีๆ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่เราให้ความสำคัญกับตัวเอง รักตัวเองมากกว่าที่เป็นมา

และทุกๆคนก็เช่นกันนะคะ :)



閲覧数:335回0件のコメント

Commentaires


bottom of page